Skip to content

บันทึกฝึกงาน ฤดูร้อน 2554

04.08.2011

ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ เพื่อบันทึก”ความรู้สึก”ที่กำลังอบอวลอยู่รอบตัว แม้จะจำเรื่องราวต่างๆได้ แต่กาลเวลาที่ผ่านไป จะพัดพาความรู้สึกเหล่านี้ให้เบาบางและจางหายไป … จึงต้องบันทึกไว้ เหมือนกับเก็บความรู้สึกใส่ในภาชนะแล้วปิดฝาให้สนิท …

วันนี้ฝึกงานเป็นวันสุดท้ายครับ  นักศึกษาร่วมคณะทั่วประเทศที่ฝึกงานอยู่  คงอยู่ในอารมณ์สักอารมณ์หนึ่ง (ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ก็ได้เนอะ)  จู่ๆ สถานที่ที่เราไปทุกวัน   เราก็ไม่ได้ไปซะแล้ว  จะว่าว่างๆจะมาใหม่ มันก็ไม่ง่าย  โอกาสมาที่นี่อีกครั้งก็มีไม่บ่อย …  อ้อ ผมเป็นโรคที่ชอบโหยหาสิ่งที่เคยคุ้นชิน  ไม่รู้มีศัพท์ทางการแพทย์เรียกรึปล่าว … สิ่งที่ทำได้ ก็แค่เพียงเก็บ”ภาพ”เอาไว้ดู  มันช่วยได้ระดับหนึ่ง … เขียนบันทึกไว้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

สิ่งที่อดโหยหาไม่ได้อีกอย่าง ก็คือ”คน” ครับ … เพื่อนร่วมฝึกงานทั้งหลาย … แต่มันคนละอารมณ์กับสถานที่  คือ คนจะตอบโต้กับเราได้ ยิ่งปัจจุบัน Social Network ทำให้เราใกล้กันนิดเดียว … มันจึงไม่ได้เศร้าขนาดนั้น … แต่ความรู้สึกใจหาย …  อาการหนึ่งของโรคโหยหา  ก็ยังคงมีอยู่นั่นแหละ

นี่คือบทนำของเรื่องนี้

แหล่งฝึกที่ผมมา มีชื่อเป็นภาษาจีน ชวนให้นึกถึงร้านเก่าๆ โบราณๆ  แต่ไม่ใช่ซะทีเดียว … พี่เจ้าของร้าน เป็นชายวัยกลางคน ที่สนใจพวกเทคโนโลยีมาก  มีเครื่องอิเล็กโทรนิกส์มากมายตั้งไว้ใต้ทีวีจอใหญ่  ไว้รอเสียบพ่วงและทำงานตามหน้าที่ของแต่ละเครื่อง … พูดแล้วงง มันคือพวกเครื่องเล่นเกมส์ และภาพยนตร์  เด็กน้อยๆอย่างพวกเราได้ใช้เรียนหนังสือด้วย  ได้ดูหนังด้วย  วันดีคืนดีก็ได้เล่นเกมส์ด้วย

พี่เค้าอีกคนหนึ่งในโลก ที่เก่งหลายด้าน …  ที่ทำผมทึ่งที่สุด คือเป็นคนเขียนหนังสือคอมพิวเตอร์ และคอลัมภ์ต่างๆ  ซึ่งสาบานเหอะ ผมต้องเคยอ่านสักเรื่องแล้วแน่ๆ (ตอนเด็กๆนะ)  แล้วมาเจอตัวจริง ยิ่งน่าตื่นเต้น (งานเขียนแนวอื่นๆพี่เค้าก็มีเหมือนกัน … ถ้าพี่เค้ามีบล็อกแบบผมนี่ ผมจะอึ้งทึ่งให้ดูอีกเลยเอ้า)

รอจนวันสุดท้าย ผมจึงสรุปได้ว่า พี่เค้าใจดี …  วันสุดท้ายที่พี่เค้าประเมินพวกเราทุกคน … ผมสร้างหมอกสีดำขึ้นปกคลุมตัวเอง  เพราะผมประพฤติตัวไม่ได้ดีมากเท่าไร บางทีก็ไม่เหมาะสมด้วย (เรื่องเล็กๆน่ะครับ เช่น หลับ  ชอบแว็บออกไปซื้อของกิน  วางของผิดที่ บางทีก็หาของที่พี่ต้องการไม่ได้ … ทั้งๆที่นั่งดูทั้งวันแล้วยังไม่จำตำแหน่งของมัน  มาทำงานสาย ฯลฯ  ฟังดูแล้วไม่ดีเลยนะ)  และคิดไปเองว่าพี่เค้าหมายหัวเราเอาไว้  เจ้าหมอกสีดำ …  พอวันสุดท้าย พี่เค้าบอกว่า ไม่ติดใจอะไรทั้งนั้น  พี่เคยเป็นเด็กมาก่อน และเข้าใจดีกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ … เฮ้ย โล่งไป  ลบภาพลักษณ์พี่ในวันแรกๆ ไปหมดใน ตอนที่พี่ไปเลี้ยงอำลา (แรกๆ พวกเราจะมองว่าพี่เคร่งๆ  ไม่มีใครกล้าหือ 55)

เพื่อนร่วมฝึกงานที่นี่มี 8 คน … นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมมั่นใจในการเลือกที่นี่มาก  (อย่างน้อย อีก 7 คนก็ต้องเผชิญเหมือนตูล่ะวะ และคิดว่า  แหล่งฝึกกล้ามาก ที่รับเด็กถึง 8 คน แสดงว่าต้องมีดีอะไรสักอย่าง)  และสิ่งที่ตามมาคือ  ร้านแห่งนี้เป็นห้องแถวยาวๆ ห้องหนึ่ง  เด็กทั้ง 8 คนอยู่ที่นี่พร้อมกันได้อย่างไร  ก็ได้รับการจัดสรรจากพี่ ให้แบ่งมาผลัดเช้า 4 คน และผลัดบ่าย 4 คน โดยผลัดเช้าจะเริ่ม 09.00-17.00 และผลัดบ่าย 13.00 – 21.00 โดยทุกวัน ทั้ง 8 คนจะได้เจอกันในช่วงบ่าย นั่นคือเวลา discussion และเรียน lecture

หลิง น้ำ หนึ่ง จิ๊บ เอม ฟิวส์ ปุ๊ย และเรา  คือนักศึกษาที่มาจาก 3 มหาวิทยาลัย  ได้จับคู่กันและแบ่งเวรกันมาเช้าและบ่ายต่างๆกันในแต่ละวัน  พวกเราต้องมาที่ร้านทุกวันยกเว้นวันเสาร์ และบางวันอาทิตย์  สิ่งแรกที่พี่บอกคือ ให้ทำตัวเหมือนร้านนี้เป็นร้านของเรา  … ความหมายมันกว้างนัก แต่สิ่งที่เราทำคือ  ถ้ามาตอนเช้า ต้องทำความสะอาดร้าน  ปัด กวาด เช็ด ถูก ครบทุกอย่าง  จัดสินค้า ฯลฯ  หลังก็จดบันทึกกรณีศึกษาของลูกค้า  ศึกษาผลิตภัณฑ์ต่างๆในร้าน ฯลฯ

ที่ร้านมีเก้าอี้ 5 แบบ  เก้าอี้หมุนอย่างใหญ่ ไว้ให้พี่นั่งอย่างเดียว (และไม่เคยมีเด็กคนใดเคยนั่ง 555)  เก้าอี้หมุนเล็กๆ  ไว้ให้ผู้แทนที่มาติดต่อไว้นั่ง  เก้าอี้ที่ปรับความสูงได้ ไว้ตั้งหลังเคาท์เตอร์  เก้าอี้หัวล้าน น่าจะแถมจากสินค้าชื่อ Dulcolax®  และเก้าอี้สี่ขาสีขาว และดำ น่าจะเอาไว้ตั้งกับโต๊ะกระจกสวยๆ  รวมเก้าอี้จะมี 10 ตัวและเมื่อทุกคนนั่งเรียน จะมีเก้าอี้เหลือ 1 ตัว … บางวันก็จะมีพี่ผู้หญิงมานั่งด้วย

คนแรก เป็นเพื่อนที่มาจากจังหวัดเดียวกับผม …  ด้วยความที่เป็น”คนบ้านเดียวกัน” เราจึงชอบพูดหยอกกัน จากเบาๆ จนกระทั่งแรงๆ  คนทุกคนสังเกตและยกให้เป็นคู่กัดประจำร้าน … ความจริงไม่ได้มีอะไรเนอะ  แต่เหมือนเป็นสิ่งที่เราต้องทำเวลาเจอกันคือ ต้องหาเรื่องทะเลาะกันสักอย่าง …ผมไม่ได้โกรธเค้าเลยนะ แต่รู้สึกสนุกไปอีกแบบที่โดนเหน็บแนมบ้าง  คนต่อมา เป็นเพื่อนที่มาด้วยกัน ดูเป็นผู้หญิงช่างฝัน (บรรยายไม่ถูก ขอใช้คำนี้)  มีกล้องถ่ายรูปที่เด็กกว่าผม 1 รุ่น (คือดีกว่า) และแลดูเรียบร้อย

ผมเคยคิด เราควรทำความรู้จักเพื่อนที่มีความสามารถด้านต่างๆไว้  เผื่อมีปัญหาจะได้ปรึกษา …  ตัวอย่างที่คลาสสิก คือ เพื่อนที่เก่งคอมฯ  ทุกคนต้องเคยมีปัญหาเรื่องคอมฯแหละ  ถึงเวลาก็จะได้ถามเพื่อนให้ชี้แนะแนวทางเบื้องต้นก่อน … มาอยู่นี่ ผมรู้จักกับเพื่อนที่สนใจด้าน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ผมเลี่ยงที่จะใช้คำว่าไสยศาสตร์นะ มันฟังดูไม่ดี) เพื่อนคนนี้ชอบเรื่องเหล่านี้มาก (ผมรู้เอาวันแรกๆ ที่คุยกับเค้าเรื่อง น้ำท่วมโลกแหละ  reference จากเกจิเพียบ)  ได้รู้จักกับ pendulum และได้รับวัตถุมงคลมาบูชาด้วย …  ผมแอบสงสัยไม่ได้ว่า คนที่สนใจเรื่องแบบนี้เค้าจะอ่านใจเราออกรึป่าวน้า … 55  อีกคนหนึ่งที่คู่กัน ดูเป็นผู้หญิงสาวที่สุดจากทั้งหมด  เป็นคนมั่นใจ (ดูจากเป็นคนแรกๆที่กล้าคุยกับพวกเรา 55)  และเรื่องตัดสินใจก็ยกให้เค้าได้

เพื่อนอีกคู่หนึ่ง คนแรกเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ  ผมชอบโม้กับเธอมาก อาจเนื่องจากเวรของเราตรงกันบ่อยกว่าปกติมั้ง  เธอชอบบ่นๆ  เราก็ชอบบ่นๆ  …  คนนี้เก่งด้านวิชาการนะ ชอบอ่าน paper เป็นกิจวัตร  บางทีผมก็ถามๆ  บางทีก็ใช้ให้หยิบโน่นนี่ให้ เธอก็บ่นๆ แต่ก็หยิบให้   สิ่งที่เธอบ่นทุกวัน (ยกเว้นสัปดาห์ที่โคตรหนาว) คือ ร้อนๆ (ว่าพลางเอาพัดมาปัดๆ)  อาจดูขี้กลัวไปนิดนึง …  พี่ที่ร้านชอบเปิดหนังฆาตรกรรมโหดๆ เธอจะเริ่มเบือนหน้าหนีแระ (ผมก็หนีนะ 55)  และเธอไม่ชอบออกไปไหนไกลๆ (จนเพื่อนแซวๆ ว่ามีเขตอยู่รึป่าว ห้ามพ้นเขต)   ส่วนคู่เธอ คนนี้ผมมองผิดมาตลอดว่าเป็นผู้หญิงเงียบๆ  … ในวันที่มีการแสดงละคร  เธอรับแสดงให้ทุกกลุ่ม  (มีเพื่อนแอบเผาว่าเธอตีบทแตกแสดงเป็น Pinky มาแล้ว ตอนเรียนที่คณะ)  ดูเป็นคนกันเองๆ ดี แต่ที่หวาดเสียวคือ การขับรถตามหลังเธอแล้วมองเธอขับรถ  555

คนสุดท้ายเป็นเพื่อนที่ติดมาจากมหาวิทยาลัย … คนนี้ละไว้ไม่พูดถึงคับ  แยกเขียนเป็น 3 เรื่องถึงจะพอ

เขียนมาถึงตรงนี้ รู้สึกเหนื่อย และความรู้สึกเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้วเริ่มหายไป (เหมือนมันถูกดูดมาไว้ในตัวอักษรหมด) ความรู้สึกใจหายกลับมาเป็นปกติแล้วครับ  หลังจาก publish เรื่องนี้แล้ว ผมก็เปิดหน้าต่างของ Facebook เพื่อคุยกับเพื่อนๆ เหล่านั้นได้  ยกเว้นเอมกับฟิวส์ กำลังที่เดินทางกลับบ้านอยู่ (ตอนแรกไปไม่ทันรถ แต่เพิ่งส่ง sms มาบอกว่า เลื่อนเป็นคันถัดไปได้แล้ว)

ขอให้เพื่อนๆทุกคนโชคดีคับ

ปล.ที่เพื่อนผมเขียนถึง ถ้าไม่ชอบก็บอกนะ เดี๋ยวเอาออกให้

4 ความเห็น leave one →
  1. llng permalink
    04.08.2011 11:52 pm

    อ่านแล้วเพลินดีนะ ใจหายเหมือนกันอะ เจอกันเดือนนึงแต่ดูเหมือนแป๊ปเดียว เพราะมีเรื่องอะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่อาทิตย์แรกที่เข้ามาแล้ว 55(ด้วยเรื่องที่ surprise เล็กๆ ซึ่งเป็นวันเกิดชะเอม เพื่อนรักของBM^^)พวกเราได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแทบจะทั้งวัน ดูหนังด้วยกัน เรียนด้วยกัน ง่วงด้วยกัน เครียดด้วยกัน(หรอ 55)หัวเราะด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน กินด้วยกัน และอีกมากมาย เป็น “ช่วงที่ดีที่สุด” ช่วงหนึ่งเลยนะ และจะเป็นความทรงจำที่ดีของพวกเราตลอดไป^^

    • น้องเกด permalink
      04.10.2011 11:53 pm

      รายงานตัวว่า ไม่ได้แอบอ่าน

      ตอนบ่ายน่าจะเบียดกันนะ แต่ดูรักกันดีจัง

      ภาษาดีขึ้นยังกะเป็นคนใหม่ พี่บีเอ็มโตแล้ว!!!!

      ชื่นชมค่ะ ^_^

  2. กล้องเราแก่กว่าเธอ 55 permalink
    04.19.2011 11:17 pm

    ก่อนหน้านี้ เราอยากรู้ว่า
    ความหมายของ clerkshipมันกว้างเเค่ไหน
    เราเลยเข้า google
    พิมพ์ว่า clerkship
    แล้วเลือกที่ clerkship คือ
    เลื่อนไปเรื่อยๆ
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .

  3. 126 permalink
    06.01.2011 6:47 pm

    อยู่ดีๆก้ดูไทม์ไลน์ในทวิตเตอร์เมิง
    เห็นลิ้งเวิดเพรสที่ไม่ได้แอบมา่อ่านนานแล้ว
    และคิดว่าคงมีเรื่องอัพเดท
    มีจิงๆด้วย
    ..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: